• อาทิตย์. ก.พ. 5th, 2023

ประวัติศาสตร์การเงิน สหรัฐ vs. จีน ทำไมเงินหยวน (ยัง) ครองโลกไม่ได้

ประวัติศาสตร์การเงิน สหรัฐ vs. จีน ทำไมเงินหยวน (ยัง) ครองโลกไม่ได้

ต่อจากประวัติศาสตร์การเงินตอนที่แล้ว เราได้กล่าวถึงระบบเบรตตันวูดส์ (Bretton Woods System)

การเงิน ไปในบทความ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั่วโลกหันมาใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ แทนที่ทองคำและเงินปอนด์ของสหราชอาณาจักร จากปี 1944 (2487) จนถึงวันนี้ 2022 (2565) ก็เกือบ 80 ปีแล้ว ดอลลาร์สหรัฐยังทำหน้าที่สกุลเงินโลกได้ดี ทั้งในฐานะสินทรัพย์ที่หลายประเทศวางใจถือครองเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ และในฐานะสกุลเงินกลางที่ทั่วโลกวางใจใช้ทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ปัจจุบันนอกจากสหรัฐแล้ว ยังมีอีก 11 ประเทศที่ยอมรับให้ดอลลาร์สหรัฐเป็น ‘สกุลเงินทางการ’ (Official Currency) ได้แก่ เอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ ซิมบับเว หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน หมู่เกาะเติร์กและเคคอส ติมอร์และเลสเต โบแนร์ ไมโครนีเซีย ปาเลา หมู่เกาะมาร์แชลล์ และปานามา สิ่งเหล่านี้ สะท้อนความเชื่อมั่นในสกุลเงินดอลลาร์ได้เป็นอย่างดี แต่อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ทั่วโลกยังใช้เงินดอลลาร์ ในอนาคตจะมีสกุลเงินอื่นๆ เข้ามาแทนที่ได้หรือไม่ และแนวคิด ‘ระบบสกุลเงินเดียว’ (One-world Currency) เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน TODAY Bizview จะเล่าให้ฟัง แน่นอนว่าสาเหตุหลักที่ทำให้หลายประเทศยังคงยอมรับและใช้เงินดอลลาร์ คือ ซากอารยธรรมที่เหลือจากระบบเบรตตันวูดส์ ซึ่งทำให้ทุกวันนี้ ดอลลาร์ยังคงได้รับการยอมรับในฐานะ ‘สกุลเงินสำรอง’ (Reserve Currency) ข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า ณ ไตรมาส 1 ของปี 2565 เกือบ 60% ของทุนสำรองระหว่างประเทศทั่วโลกอยู่ในรูปของเงินดอลลาร์ แม้ตัวเลขดังกล่าวจะลดลงจากไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา แต่เป็นการลดลงเพียงเล็กน้อยจากระดับ 59.4% เท่านั้น นอกจากจะเป็นสกุลเงินที่หลายประเทศวางใจถือครองแล้ว เกือบ 40% ของหนี้ทั่วโลกก็ยังอยู่ในรูปของเงินดอลลาร์อีกด้วย ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ และขนาดเศรษฐกิจที่สูงเป็นอันดับ 1 ของโลก ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหนึ่งที่หนุนให้มูลค่าของเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้น อีกสาเหตุที่ทำให้หลายประเทศยังใช้ดอลลาร์ คือ อิทธิพลต่อการค้าขายระหว่างประเทศที่สูง การเปลี่ยนไปใช้เงินสกุลอื่นในทันที อาจส่งผลกระทบให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง และอาจส่งผลลบต่อระบบเศรษฐกิจโลก เมื่อทุกคนยังพึ่งพาดอลลาร์ ก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะใช้เงินสกุลอื่น ทำให้เป็นไปได้ยากมาก อย่างน้อยก็ตอนนี้ ที่จะมีสกุลเงินใหม่ๆ ขึ้นมาทำหน้าที่เป็นสกุลเงินหลักของโลกแทนที่เงินดอลลาร์

ประวัติศาสตร์การเงิน สหรัฐ vs. จีน ทำไมเงินหยวน (ยัง) ครองโลกไม่ได้

 ‘จีน-รัสเซีย’ เรียกร้องสกุลเงินใหม่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกประเทศจะเห็นด้วยกับการใช้เงินดอลลาร์ไปตลอด โดยในปี 2552

จีนและรัสเซียเคยเรียกร้องให้มีสกุลเงินใหม่ของโลก (New Global Currency) ในการประชุมผู้นำของ ข่าวการเงิน กลุ่มประเทศ G8 ทั้ง 2 ประเทศอ้างว่า ไม่ต้องการให้ประเทศไหนได้ประโยชน์จากการเป็นสกุลเงินโลก แต่ข้อเรียกร้องดังกล่าวถูกปฏิเสธทันที เพราะนานาประเทศมองว่าเป็นความต้องการของจีนที่กลัวดอลลาร์ด้อยค่าลงจากภาวะเงินเฟ้อเท่านั้น แต่ล่าสุดปีนี้ ในการประชุมกลุ่ม BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) จีนและรัสเซียยังไม่ลดความพยายาม โดยทั้ง 2 ประเทศเสนอแนวคิดการใช้สกุลเงินท้องถิ่นแทนดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าเป็นการช่วยรัสเซียที่ถูกคว่ำบาตรจากระบบโอนเงินโลก (SWIFT) หลังเริ่มทำสงครามกับยูเครนก่อนหน้านี้ รัสเซียเคยเปิดตัวระบบชำระเงินของตัวเอง Sistema Peredachi Finansovykh Soobscheniy หรือ SPSF แต่การใช้งานค่อนข้างจำกัดในกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) ยุโรปบางประเทศ และอินเดียเท่านั้นขณะที่ค่าเงินหยวนของจีน ถือว่าน่าจับตามอง เพราะหลังจากที่รัฐบาลกระตุ้นการใช้เงินหยวนผ่านโครงการเศรษฐกิจต่างๆ เช่น โครงการเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 (BRI) ส่งผลให้หยวนผงาดขึ้นเป็นสกุลเงินหลักอันดับ 4 ของโลกด้วยสัดส่วน 2.7% แต่ยังห่างจากเงินดอลลาร์ที่ครองแชมป์อันดับ 1 ที่ 40.51% เงินจีนถูกใช้มากสุดเป็นประวัติการณ์  ถึงสัดส่วนจะยังน้อย แต่เทรนด์การใช้เงินหยวนกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในเดือน ม.ค. 2565 สมาคมเพื่อการโทรคมนาคมทางการเงินระหว่างธนาคารทั่วโลก (The Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication: SWIFT) รายงานว่าปริมาณการใช้เงินหยวนของจีนจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นแตะ 3.2% ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ในฐานะสกุลเงินทางเลือกสำหรับการธุรกรรมระหว่างประเทศ โดยคาดว่าเป็นผลจากที่จีนลดค่าเงินตัวเองเพื่อกระตุ้นการส่งออก นอกจากนี้ ผลจากภาวะสงครามรัสเซียกับยูเครน ทำให้ ‘แก๊ซพรอม เนฟต์’ (Gazprom Neft) บริษัทน้ำมันอันดับ 3 ของรัสเซีย ประกาศใช้เงินหยวนแทนดอลลาร์ในการเติมน้ำมันให้สายการบินรัสเซียในสนามบินของจีน เพื่อเป็นการตอบโต้สหรัฐ